msgbartop
msgbarbottom

16 Mar 07 *~*~* เรื่องเล่าจาก HeL(L)SiNkI *~*~* ตอนที่ 3

<ตอนที่ 3>

วันนี้ เราจะพาไปเที่ยวชมเมือง Helsinki กันตามสัญญานะคะ

Helsinki เป็นเมืองหลวงของประเทศ Finland ตั้งอยู่ทางตอนใต้
ของประเทศ มีประชากรทั้งหมดเพียงแค่ 5 แสนกว่าคน เท่านั้นเอง คิด
เป็น 1 ใน 10 ของประชากรทั้งหมด 5 ล้านกว่าคน น้อยกว่าจำนวนประชากร
แค่เฉพาะในกรุงเทพบ้านเราซะอีก แต่ถึงจะเป็นเมืองเล็กๆแต่ Helsinki
ก็ติด one of wealthiest capitals in Europe ด้วยค่าครองชีพที่สูง
ติดอันดับต้นๆ ของประเทศในฝั่งนี้…. Sales Tax ของที่นี่สูงถีง 22% เลยทีเดียว
ทำให้การ shopping กลายเป็นอุปสรรคเล็กๆน้อยๆสำหรับผู้รักการ shopping
เป็นชีวิตจิตใจ ^__^

วันแรกๆที่เรามาถึงที่ Finland เราก็สังเกตุว่าชื่อถนน สถานีรถไฟ หรือป้ายบอกทางต่างๆ
จะมี 2 version ด้วยกัน เนื่องจากภาษาราชการของประเทศ Finland คือ Finnish
และ Swedish แต่ที่น่าแปลกก็คือ บางชื่อก็ไม่ได้มีความคล้ายกันเลย มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เราต้องไปทำ
visa ที่ สถานฑูต Denmark ใน Helsinki เราก็ search ที่อยู่ของสถานฑูต ว่าอยู่ที่ถนน
Centralgatan 1 A พอได้ที่อยู่เราก็เอา ไป search ใน http://ytv.fi/ENG
เพื่อวางแผนการเดินทาง จะมี map, direction แล้วก็ระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทาง
ให้ดู จะว่าไป web นี้ก็คล้ายๆ กับ mapquest ของทางอเมริกา ต่างกันนิดหน่อยตรงที่เว็บนี้มี
ตารางเวลารถเมล์ หรือรถไฟ บอกไว้ให้ด้วย…. เราก็ใส่ชื่อถนนลงไป หาเท่าไหร่ก็ไม่มี ถนนชื่อ
Centralgatan นี้ พอไปถามพี่อีกคนที่เรียนอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้ว ถึงได้รู้ว่า ชื่อนี้ มันเป็นภาษา
Swedish จริงๆแล้วถนนนี้ ในภาษา Finnish คือ Keskuskatu (Keskus แปลว่า Centrum ส่วน
Katu แปลว่า ถนน)… กว่าจะหาถนนเจอก็เล่นเอามึนไปเหมือนกันค่ะ

สถานที่สำคัญๆ ในเมือง Helsinki อันดับต้นๆ ก็คงหนีไม่พ้น Helsinki Cathedral
ซึ่งเป็นโบสถ์หลังใหญ่สีขาว ที่เรามักจะเห็นใน postcard อยู่บ่อยๆ โบสถ์นี้ สร้างขึ้น
เพื่อเป็นบรรณาการแด่ Grand Duke, Nicholas I ของรัสเซีย เมื่อครั้งที่ Finland
ตกอยู่ภายใต้การปกครองของรัสเซีย โบสถ์แห่งนี้มีชื่อเดิมว่า St. Nicholas’ Church

โบสถ์นี้ตั้งอยู่ใกล้กับ Senate Square ที่ใช้เป็นที่จัดงานต่างๆมากมายทั้ง Christmas Lights,
New Year, Independence Day…. ปัจจุบันโบสถ์แห่งนี้เป็นหนึ่งใน tourist attractions
ของเมือง Helsinki มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมทุกๆปี ประมาณ 350,000 คน ถ้าใครมาถึง
Helsinki แล้วไม่ได้มาถ่ายรูป ที่ระลึกกับโบสถ์หลังนี้ ก็คงต้องเรียกว่ามาไม่ถึง Helsinki…

ถัดจากโบสถ์นี้ไปก็จะเป็นถนนที่เป็นแหล่ง Shopping ของเมือง Helsinki มีร้านค้า
และห้างต่างๆมากมาย ซึ่งเราจะมาเล่าให้ฟังคราวหน้านะคะ ขอติดไว้ก่อน…
อดใจรอไว้อ่านกันตอนหน้านะคะ…. ^___^

เอารูปมาโบสถ์ขาวมาฝากด้วยจ้ะ :)

16 Mar 07 *~*~* เรื่องเล่าจาก HeL(L)SiNkI *~*~* ตอนที่ 2

<ตอนที่ 2> Study in Finland

และแล้ววันที่เราต้องไปเรียนต่อก็มาถึง เรารู้สึกตื่นเต้นมากที่จะไปในประเทศที่เราไม่เคยไปมาก่อน
แถมเค้าก็ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษด้วย เราก็คิดในใจว่าเราจะรอดมั้ยน้า จะคุยกับเค้ารู้เรื่องมั้ยเนี่ย
แต่ก็เอาน่าเป็นไงเป็นกัน :)

รามาถึง Helsinki เมืองหลวงของประเทศ Finland ตอนปลายเดือน ก.ค.
ตอนนั้นก็ยังอยู่ในช่วง Summer ของเค้า พอเราก้าวออกมาจากสนามบิน อากาศข้างนอกตอนกลางวันก็ร้อนไม่ต่างจากที่กรุงเทพสักเท่าไหร่

จนเราแปลกใจว่า นี่หรือคือประเทศที่ขึ้นชื่อว่าหนาวสุดๆ อย่าง Finand แต่พอเริ่มตกเย็นเราก็เริ่มเปลี่ยนความคิด อากาศเริ่มเย็น ลมก็เริ่มแรง โอ้ยย หนาวอย่างที่เค้าบอกจริงๆ นั่นแหละ บรื๋ออ…อากาศที่นี่ค่อนข้างเย็นและลมแรง ก็เพราะว่า Helsinki เป็นเมืองติดทะเล นอกจากนั้นยังล้อมรอบไปด้วยเกาะเล็กๆ อีกหลายเกาะ…..มีพี่ๆ หลายคนตั้งข้อสังเกตุว่า ช่วง summer ทำไมสาวๆ Finns จะชอบสะพายกระเป๋าใบใหญ่มาก ทำไมเค้าแบกอะไร เยอะแยะกันขนาดนั้น…ที่แท้ ข้างในกระเป๋าเต็มไปด้วย jacket แล้วก็ sweater นั่นเอง ตอนเช้าๆ สาวๆ Finns จะแต่งตัวเปรี้ยว sexy สายเดี่ยว พอตกเย็นอากาศเริ่มหนาว คุณเธอๆ ก็จะเอาเสื้อกันหนาวในกระเป๋ามาใส่นั่นเอง…เกิดเป็นสาว Finns อยากจะสวยทั้งที ก็ต้องทนแบกกันนิดนึง :) เค้าคงอิจฉาสาวไทย สวย sexy ได้ทุกฤดูกาล ^___^

Finland เป็นประเทศเล็กๆ ที่มีประชากรแค่ 5 ล้านกว่าคน มีคนไทยอยู่ใน FInland รวมแล้วประมาณ 2000 กว่าคน เมื่อก่อนยังไม่ค่อยมีนักเรียนไทยมาเรียน แถบ Scandinavian นี้สักเท่าไหร่ แต่ปัจจุบันนี้ เริ่มมีนักเรียนไทยให้ความสนใจกันเยอะ นอกจากประเทศ Sweden แล้ว Finland ก็เริ่มเป็นที่รู้จักของนักเรียนไทย มากขึ้น หลายๆ คนคงสงสัย ว่าทำไมประเทศ แถบนี้ที่ทั้งหนาวก็หนาว ภาษาหลักก็ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ ค่าครองชีพก็แพงติดอันดับโลก ทำไมคนถึงให้ความสนใจมาเรียนกัน อย่างแรกคงเป็นเพราะค่าเล่าเรียน ทั้งนักเรียนของเค้าเอง และนักเรียนต่างชาติไม่ต้องเสียเงินเรียน จริงๆ ก็ไม่ใช่แค่ประเทศแถบ Scandinavian เท่านั้น ประเทศในแถบยุโรปเกือบทั้งหมด ก็ไม่เก็บค่าเล่าเรียน ยกเว้นประเทศสุดฮิตอย่าง England หรือ Scotland ที่ค่าเทอมค่อนข้างแพงมากเอาการอยู่ ประเทศ เยอรมนี ก็เป็นหนี่งในประเทศยอดนิยม ที่มีนักเรียนไทยมาเรียนกันเยอะ เพราะไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน ค่าครองชีพก็ไม่แพงมาก แต่การเรียนสอนการสอนในเยอรมัน ก็เป็นภาษาเยอรมันล้วน ถึงแม้เดี๋ยวนี้ หลายๆมหาวิทยาลัยในเยอรมัน จะมีโปรแกรมภาคภาษาอังกฤษออกมาพอสมควร แต่ว่าภาษาเยอรมันก็ยังจำเป็นในการใช้ชีวิตในเยอรมนีอยู่ดี เพราะคนเยอรมันส่วนใหญ่ไม่พูดภาษาอังกฤษ ไม่เหมือนประเทศแถบ Scandinavian ที่คนส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษได้ค่อนข้างดี คนต่างชาติที่มาอยู่ที่ Finland สามารถใช้ชีวิตอยู่ใน Finland ได้สบายๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ภาษา Finnish เลย ข้อดีอีกข้อนึงของประเทศนี้ ก็คือเป็นประเทศที่มีอาชญกรรม น้อยมาก ติดอันดับต้นๆ ของประเทศที่ ปลอยภัยที่สุดในโลก

ระบบการศึกษา ของที่นี่จะต่างจากเมืองไทย ที่ Finland จะเน้นปฏิบัติ แต่ละวิชาจะมีการบ้านเยอะมาก การบ้านจะยากกว่าข้อสอบตอนปลายภาค คือถ้าทำการบ้านได้ ก็ทำข้อสอบได้ สบายมาก ….ไม่เหมือนที่เมืองไทย ที่จะเน้นสอบ ทฎษฏี ไม่ค่อยมีการบ้าน แต่ว่าข้อสอบยาก…….ที่โรงเรียนที่เราเรียน นอกเหนือจากวิชาบังคับแล้ว นักเรียนอยากลงเรียนวิชาเลือกอะไรก็ได้ (ไม่ต้องเสียค่าเรียนเหมือนกัน) อยากเรียนเยอะแค่ไหนก็ได้ ไม่มีปัญหา….เราเลยลง ภาษาเยอรมัน และ ภาษา Finnish เพิ่ม…. ที่โรงเรียนมีสอนภาษาจีน, Spanish, Japaneseม และภาษาอื่นๆอีก… ตอนแรกเราก็ว่าจะลง Japanese ด้วย แหมเรียนฟรีนี่นา ^___^ แต่ว่าเสียดายที่คนสอนเค้าสอนเป็นภาษา Finnish ก็เลยอดเรียนค่ะ

การเรียนการสอน ของที่นี่จะแบ่งเป็น 2 semesters ในแต่ละ semester จะแบ่งเป็น 2 periods ….ระบบเกรดของที่นี่จะมีตั้งแต่ grade 0 คือสอบตก และ grade 1 – 5 คือผ่าน grade 5 เป็น grade ที่ดีที่สุด… ระบบการสอบที่นี่จะค่อนข้าง flexible ไม่เหมือนบ้านเราตรงที่ เค้าจะมี exam period ให้นักเรียนเลือกลงทะเบียนสอบแยกต่างหาก ถ้าไม่พร้อมจะสอบเทอมนี้ ก็สามารถไปลงทะเบียนสอบรอบถัดไปได้ ไม่มีปัญหา ข้อดีอีกอย่างนึงก็คือ เราสามารถสอบได้ 3 ครั้งในแต่ละวิชา เค้าจะเอาครั้งที่ดีที่สุดไปแสดงในใบ transcript แล้วถ้าสอบตกหรือไม่ไปสอบก็ไม่แสดงผลใน transcript เช่นกัน แต่เค้าจะนับว่าเราสอบไปกี่ครั้งแล้ว ถ้าเกิน 3 ครั้ง ก็ไม่มีสิทธิ์สอบวิชานั้นๆ อีก

ส่วนเรื่องค่าครองชีพแพงจิงๆ่ แต่สำหรับนักเรียน ที่นี่มี discount เยอะค่ะ อาหาร 2 Euros/meal ค่าหอก็ตก
200 Euros ต่อเดือน อันนี้ on campus เลย..ค่ารถเมล์ รถไฟก็ลด 50% ตก 20 Euros ต่อเดือนค่ะ
รวมๆก็ 500 Euros อยู่ได้ค่ะ แบบไม่ฟุ่มเฟือย

แต่ถ้าคนทำงาน ก็อีกแบบนึง เพราะภาษีแถบนี้แพงมาก แต่สวัสดิการเค้าดีจริง เจ็บป่วยก็ฟรีค่ะ
ถ้าแต่งงานมีลูก ลูกก็เรียนฟรี ไปตลอด แถมได้เงินเดือนด้วย 500 Euros / month (เหมือนจ้างเรียน
เลยเนอะ) ถ้าพ่อแม่ไม่มีงานทำ รัฐก็มีเงินสวัสดิการช่วย้ด้วย แล้วเค้าจะพยายามหางานให้ใหม่…
มีอีกหลายอย่างที่ดีค่ะ นั่นเลยเป็นสาเหตุให้ ภาษีแพ้งแพง ^^ ”

วันนี้ เล่าเรื่อง ระบบการเรียนการสอนที่ Finland ซะยาวเลย ก็หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์กับใครที่สนใจอยากมาเรียนทางฝั่งยุโรปเหนือนี่ไม่มากก็น้อยนะคะ ก็เป็นอีกทางเลือกนึงในการศึกษา นอกเหนือจาก ประเทศยอดนิยมทั้งหลาย อย่าง อเมริกา, อังกฤษ, ออสเตรเลีย และ แคนาดา .. ถ้าใครสนใจหรือมีคำถามสงสัยเกี่ยวกันการเรียนที่ Finland ก็ comment ไว้นะคะ แล้วเราจะมาตอบ…..ไว้คราวหน้าเราจะพาไปเที่ยวชมเมือง Helsinki กันนะคะ

16 Mar 07 *~*~* เรื่องเล่าจาก HeL(L)SiNkI *~*~* ตอนที่ 1

<ตอนที่ 1> ทุน Erasmus Mundus เรียนฟรี(&เที่ยวฟรี) ที่ Europe

ไม่น่าเชื่อเลย ว่าคนขึ้หนาวสุดๆอย่างเราจะได้มาอยู่ประเทศที่หนาวๆ สุดๆ แบบ Finland
แต่เนื่องจาก พรหมลิขิต เอ้ย ม่ายช่าย ลมอะไรก็ไม่รู้หล่ะ พัดให้เรามาที่นี่

ก่อนอื่น ต้องขอขอบคุณ sponsor ใหญ่ EU (European Commission) ที่ทำให้เรามีโอกาสได้มาเรียนที่นี่ วันนี้ขอใช้เนื้อที่โฆษณา sponsor หย่ายย นิดนึงละกันเนอะ ทุนที่เราได้นี่คือ ทุน Erasmus Mundus บางคนอาจจะเคยได้ยินชื่อหรือคุ้นๆหูมาบ้าง แต่ว่าทุนนี้ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก เราก็เลยรู้สึกเสียดาย เลยขอเขียนแนะนำ ถึงทุนนี้ให้เพื่อนๆรู้จักกัน

ทุกปีนึงเค้าให้ทุนกับนักเรียนเยอะมากๆ 1000 กว่าทุน ในเกือบทุกสาขา ตั้งแต่ engineering and technology, natural sciences, life sciences, social sciences, business, economics, จนถึง law และ the humanities นักเรียนที่ได้ทุนจะได้ไปเรียนในมหาลัยต่างๆใน Europe ซึ่งมหาลัยที่เข้าร่วมโปรแกรมนี้ ล้วนเป็นมหาลัยที่
มีคุณภาพ อยู่ในระดับต้นๆ ของแต่ละประเทศในแถบนี้

ทุนที่เราได้นี้ ต้องไปเรียน 2 ประเทศ เป็นเวลา 2 ปี (บางโปรแกรมจะได้ปริญญา 2 ใบด้วย อย่างเช่นโปรแกรม Security and Mobile Computing) แต่บางโปรแกรมนักเรียน อาจจะได้ไปเรียนมากกว่า 2 ประเทศ อย่างเช่น โปรแกรม MSc in Network and e-Business Centred Computing นี่่ได้ไปเรียนตั้ง 4 ประเทศแหนะ (England, Greece, Spain and Ireland) แต่อันนี้ได้ปริญญาใบเดียว

ข้อสำคัญ ที่ดีม้าก มาก อีกอย่างของทุนนี้ก็คือ ทุนนี้เป็นทุนให้เปล่า ไม่มีข้อผูกมัดใดๆ เข้า concept เรียนฟรี เที่ยวฟรี อิอิ

ทุนนี้เริ่มมีปีแรกเมื่อปี 2004 ในปีแรกมีให้ทุนทั้งหมด 19 programmes ปี 2008 นี้มีทุนเพิ่มมาเป็นเกือบ 100 ทุนแล้ว จากข้อมูลปี 2005 มีนักเรียนที่ได้ทุน Eramus นี้ทั้งหมดรวม 1,377 คน จาก 92 ประเทศ เป็นเด็กไทย 67 คน

อันนี้อาจจะลงละเอียดลึกไปหน่อย แต่ละ programme จะให้ทุนกับ นร 26 คน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ประเภทละ 13 ทุน (อันนี้ทางมหาลัยที่เราสมัครเค้าจะเลือกใ่้ห้เอง คนสมัครไม่ต้องสนใจตรงนี้)

- ประเภทแรก เรียกว่า General Category (compulsory) คือจะให้ทุนกับนักเรียนจากประเทศไหนก็ได้
ที่มีสิทธิ์สมัคร… ส่วนคำว่านี้ compulsory หมายถึงแต่ละ programme ต้องส่งรายชื่อนักเรียนให้ครบตามจำนวนทุน
ไปให้ทาง European Commission อนุมัติ

- ประเภทที่สองนี้ เรียกว่า Asain Windows (optional) คือเค้าจะให้ quota สำหรับนักเรียน และ นักวิจัย จากประเทศในแถบ Asia ดังนี้
– 6 Indian nationals;
– 3 Chinese nationals;
– 1 Thai national;
– 3 nationals from Afghanistan, Bangladesh, Bhutan, Burma/Myanmar, Cambodia, East Timor, Indonesia, Laos, Maldives, Mongolia, Nepal, North Korea, Pakistan, Philippines, Sri Lanka or Vietnam.

สำหรับนักเรียนที่ได้รับคัดเลือก จะได้เงินสนับสนุน 21,000 Euro ต่อปี อย่างเช่นถ้าโปรแกรม 2 ปี ก็จะได้เป็น 42,000 Euros แต่บางมหาลัยอาจจะมีการเก็บค่าเล่าเรียน ซึ่งเค้าจะหักออกจากทุนโดยอัตโนมัติ แต่ว่าเงินที่ได้ ก็ยังพอ cover ค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้สบายๆ แถมยังมีเงินเหลือไว้เที่ยวทัวร์ Europe ได้อีกต่างหาก…จำนวนเงินทุนหรือค่าเล่าเรียนบางที่ อาจจะแตกต่างไปในแต่ละ programme รายละเอียดต่างๆสามารถ check ได้จาก website ของโปรแกรมที่สนใจได้โดยตรงเลยค่ะ ^__^

อ้อ มีข้อควรระวังนิดนึง สำหรับทุน Erasmus Mundus นี้ก็คือ เค้าจะให้เราไปเรียนในประเทศต่างๆ ใน Europe ซึ่งบางโปรแกรม อาจจะไม่มีหลักสูตรเป็นภาษาอังกฤษเลย ใครที่สนใจ ควรจะ check รายละเอียดตรงนี้ให้่ดี ก่อนจะตัดสินใจสมัครนะคะ เค้าจะมีบอกใน website เลยว่า language of instruction เป็นภาษาอะไรบ้าง บางโปรแกรมมี ทั้ง เยอรมัน ฝรั่งเศส สเปน เลย แต่ส่วนมากเดี๋ยวนี้มหาลัยต่างๆใน Europe ก็มีหลักสูตรที่เป็น International สอนเป็นภาษาอังกฤษ อยู่มากพอสมควรทีเดียว

** Requirement **

มาว่ากันถึงคุณสมบัติของผู้ที่สามารถสมัครทุนนี้ได้นะคะ
1) ต้อง ไม่ เป็น resident ของประเทศต่างๆต่อไปนี้ Germany, Austria, Belgium, Denmark, Spain, Finland, France, Greece, Ireland, Italy, Luxembourg, the Netherlands, Portugal, the UK, Sweden, Cyprus, Estonia, Hungary, Latvia, Lithuania, Malta, Poland, Czech Republic, Slovakia, Slovenia, Iceland, Liechtenstein, Norway, Bulgaria, Croatia, Romania and Turkey นอกเหนือจากประเทศที่ว่ามาแล้ว ก็สมัครได้โลด…..

2) ต้องไม่เคยเรียนหรือทำงาน อยู่ในประเทศในต่างๆ ข้างต้น เกิน 12 เดือน ในระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมา นะจ้ะ

ขั้นตอนการสมัครรับทุน

1. เลือกหลักสูตรปริญญาโทหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่งตามสาขาที่ตนสนใจ จากรายชื่อดังต่อไปนี้ http://ec.europa.eu/education/programmes/mundus/projects/index_en.html

2. อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตรดังกล่าวในเว็ปไซต์ของแต่ละหลักสูตร ซึ่งมีรายละเอียดการรับสมัคร เช่น คุณสมบัติของผู้สมัครทุน วันหมดเขตการรับสมัคร ที่แตกต่างกัน ส่วนมากจะ require TOEFL 580 หรือ IELTS 6.5 ขึ้นไป บาง programme ก็ require TOEFL 590 เท่าที่เราสังเกต มหาลัยทางฝั่ง Europe จะเทียบคะแนน IELTS สูงกว่า TOEFL อย่างเช่น ทางฝั่งอเมริกาจะเทียบ IELTS 6.5 = TOEFL 550 แต่ที่นี่ เทียบเท่ากับ TOEFL 580

เริ่มสมัครตั้งแต่ เดือนตุลาคม – มกราคม แต่บาง programme ก็ปิดรับสมัครกลางเดือนมกราคม

3. ติดต่อโดยตรงกับมหาวิทยาลัยผู้ประสานงานของหลักสูตรนั้นๆ เพื่อขอรับใบสมัครหรือส่งใบสมัคร ส่วนมากให้สมัคร online แล้วส่งเอกสารตามไปที่่มหาลัยอีกที

มหาวิทยาลัยผู้ประสานงาน จะคัดเลือกผู้ที่จะได้รับทุนการศึกษาและกำหนดว่าจะได้เดินทางไปศึกษาต่อ ในประเทศใดในยุโรปบ้าง ผู้สมัครสามารถระบุในใบสมัครได้ว่าอยากไปศึกษาที่มหาลัยในบ้าง (ที่เป็น consortium universities)

หน่วยงานที่ติดต่อได้เกี่ยวกับทุน Erasmus Mundus

คณะกรรมาธิการยุโรป
European Commission
Directorate-General for Education and Culture
B-1049 Bruxelles/Brussels
อีเมล: EAC-Erasmus-Mundus@cec.eu
โทรสาร +32 (0) 2 296 32 33
http://www.europa.eu.int/comm/education/programmes/mundus/index_en.html

สำนักงานคณะผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรปแห่งประเทศไทย
โทรศัพท์ 0 2305 2600, 0 2305 2700 ต่อ 2644, 2645, 2753 หรือ 2736
โทรสาร 0 2255 9113
http://www.deltha.cec.eu.int

สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
สำนักยุทธศาสตร์อุดมศึกษาต่างประเทศ
โทรศัพท์ 0 2354 5614-5
โทรสาร 0 2354 5570
http://www.inter.mua.go.th

**** สุดท้ายนี้ สำหรับคนที่สนใจทุนนี้ ก็ขอให้โชคดี ทุกคนนะคะ แล้วเราจะมาเล่าประสบการณ์การเรียนของเราที่ Finland ต่อคราวหน้านะจ้ะ ****

15 Mar 07 You Know You Have Been In Finland Too Long, When…

 When I first came to Finland, my study advisor had sent us this article . At first I did not get it but after living in Finland for a while, I started to understand what the writer was talking about.

So, here we go once again.

You Know You Have Been In Finland Too Long, When…

http://www.hs.fi/english/extras/toolong

Even now, I love to read it from time to time. It is kind of Check points to revise how Finland has changed us over the period of time.  Some changes are unnoticeable as they become your favorite habits.

09 Mar 07 บทสัมภาษณ์จาก Thaieurope.net

ปกติมักจะนำเสนอเรื่องของสมาชิกท่านอื่นๆ เพื่อเป็นการยุติธรรมเลยต้องเขียนเรื่องของตัวเองบ้าง ถือซะว่า เป็นการแนะนำตัวไปเลยล่ะกัน (เขินเหมือนกันนะเนี่ย :P )

บังเอิญว่าได้มีโอกาสพูดคุยกับทางทีมงาน Thaieurope.net เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ การศึกษา และการทำงานที่ฟินแลนด์ เลยหยิบมาฝากกัน ลองอ่านดูนะคะ หวังว่าคงมีประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจที่จะมาศึกษาต่อที่ฟินแลนด์ ไม่มากก็น้อย :)

  • สัมผัสชีวิตคุณเอม โดย ทีมงานไทยยุโรป.เน็ต

เมื่อกล่าวถึงประเทศฟินแลนด์ หลายคนคงคิดถึงความหนาวเหน็บและมือถือ Nokia อาจเคยแอบสงสัยว่าประเทศนี้มีอะไรดี ทำไมถึงได้พัฒนาตัวเองจนกลายมาเป็นประเทศชั้นแนวหน้าของโลกในด้านเทคโนโลยีการสื่อสารโรคมนาคม เทียบชั้นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐฯและญี่ปุ่น

เมื่อทางทีมงานไทยยุโรป.เน็ตได้ทราบว่า มึคนไทยคนหนึ่งได้มีโอกาสไปทำงานกับ Nokia จึงได้ติดต่อขอสัมภาษณ์ เพื่อสอบถามถึงประสบการณ์และมุมมองต่อการทำงานกับบริษัทที่ขึ้นชื่อว่ามีศักยภาพในการดึงความสามารถของบุคคลาการออกมาสร้างสรรค์นวัตกรรมได้ดีทีสุดแห่งหนึ่งของโลก…

http://news.thaieurope.net/images/stories/blog/k%20aim2.jpg

อ่านต่อ>>

03 Mar 07 ซื้อตั๋วกลับบ้าน

ขออัพเดทจากบทความที่คุณดนัยเคยเขียนไว้

สำหรับนักเรียน-นักศึกษา หรือหนุ่มสาว อายุไม่เกินยี่สิบหก มีสอง Travel Agency ที่จะแนะนำค่ะ

STA travel
Kilroy

สำหรับบุคคลทั่วไป ลองเช็คราคาจากเวปนี้ (ดีมากๆ) มันจะหาจากหลาย Agency ให้เลย ประหยัดเวลาไปได้เยอะ
รวมทั้ง Lowcost Airlines ต่างๆด้วย เช่น Air Berlin, Blue 1 เป็นต้น

Vertaa.fi

หรือจะลองเวปนี้ Momondo แต่ไม่เวิร์คเท่า Vertaa นะ

สำหรับ Lowcost Airlines ในฟินแลนด์ ก็มี
Blue-1
Air Berlin
German Wings
Ryanair (ออกจาก Tampere)

เวปของ Travel Agency ต่างๆ ตามนี้เลย

Matkaporssi

ebookers

Seat24

Area

SMT

Supersaver

ตั๋วกลับเมืองไทย ราคาถูกสุดที่เคยเจอมาคือ 550 ยูโร (ประมาณเดือนเมษายน ที่ Stockmann –Hullut Päivä )

แต่ว่าถ้าเจอประมาณ 600-800 ยูโร ซื้อได้เลยไม่ต้องคิด
แต่ช่วง High-Season ตั๋วจะอยู่ราคา ประมาณ 900-1200 ยูโรค่ะ แพงกว่านี้ก็มี แต่ถอยดีกว่า :P

พยายามซื้อก่อนล่วงหน้าเยอะๆ เดี๋ยวจะเป็นแบบ “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย” เคยเจอมากกับตัว
ถ้าเจอราคาที่คิดว่าโอเค ก็ซื้อเลย เพราะราคาตั๋วที่นี่ขึ้นลงอย่างกับหุ้น ยิ่งซื้อตอนใกล้จะบินนี่แพงกว่ามากๆ

แล้วถ้าพวกเราเจอตั๋วราคาถูก ก็จะมาโพสบอกกันในฟอรั่ม ดังนั้นต้องมาเยี่ยมกันบ่อยๆ นะจ๊ะ